ว่าด้วยเรื่อง “ภาษี” กับ “ร้านค้าออนไลน์”

ภาษีกับการขายของออนไลน์

หลังจากเป็นกระแสกันมาพักใหญ่ๆ ก็น่าจะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันแล้ว ว่าการขายของผ่านช่องทางออนไลน์ ก็ต้องเสีย “ภาษี” กับเขาด้วยเหมือนกัน >,< เจ้าของร้านหลายๆ ท่านอาจจะยังกลัวๆ กล้าๆ ที่จะยื่นภาษีให้ถูกต้อง วันนี้เราจะมาแบไต๋ให้หมดเปลือกเรื่องภาษี เพื่อเจ้าของร้านค้าเทพที่น่ารักทุกท่านกันค่ะ <3

 

รูปแบบการเสียภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบัน จะมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ “ภาษีเงินได้” และ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ” ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียก็ต่อเมื่อมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาท/ปีเท่านั้น สำหรับร้านทั่วไปแบบเราๆ ที่รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน/ปี ก็จะเสียเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพียงอย่างเดียวค่ะ และวันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หลายคนยังข้องใจอยู่ ให้กระจ่างแจ้งกันไปเลย ^O^

 

ก่อนที่เราจะคำนวณภาษี เราต้องหักค่าใช้จ่าย และหักค่าลดหย่อนออกเสียก่อน แล้วจึงนำรายได้สุทธิไปคำนวณภาษีค่ะ

มาดูวิธีการหักค่าใช้จ่ายกันเลยค่ะ

การหักค่าใช้จ่ายคืออะไร ? การหักค่าใช้จ่ายก็คือ การหักส่วนที่เป็นรายจ่ายหรือต้นทุนของสินค้าออก เพื่อที่จะได้นำส่วนของกำไรมาคำนวณภาษีกันต่อไปค่ะ ^^ สำหรับเงินได้จากการขายของออนไลน์ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ซึ่งจะมีการหักค่าใช้จ่ายอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ แบบเหมา และ แบบตามความจำเป็น ซึ่งในส่วนนี้ร้านค้าสามารถเลือกเองได้เลย ว่าจะใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ที่เหมาะกับร้านของตัวเอง

  • แบบเหมา : จะแยกเหมาตามประเภทของเงินได้ สามารถดูอัตราการหักค่าใช้จ่าย สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ได้ที่ www.rd.go.th/publish/6052.0.html ซึ่งส่วนใหญ่แล้วร้านค้าออนไลน์ทั่วๆ ไป จะใช้การหักตามข้อที่ 25 (การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต)  จะคำนวณแบบเหมาต้นทุนในอัตรา 80% ของรายได้ นั่นก็หมายความว่าเราจะนำยอดเงินแค่ 20% ของรายได้ ไปคำนวณภาษีค่ะ วิธีนี้เป็นวิธีที่ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่นิยมใช้กัน เพราะง่าย สะดวก และคุ้มค่าที่สุด ^___^
  • แบบตามความจำเป็น : หรือเรียกให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือคิดตามจริงนั่นแหละค่ะ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง มาหักเป็นต้นทุนได้ ถ้าหากร้านค้าเลือกใช้แบบนี้ ต้องมีหลักฐานที่ครบถ้วนและถูกต้องด้วยนะคะ เพราะถ้าหากทางสรรพากรตรวจสอบเอกสารแล้วไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้เสียภาษีมากกว่าเดิม..ก็เป็นได้..

 

ไม่ว่าจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ก็สามารถนำรายได้ส่วนที่ต้องเสียภาษี มาหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายได้อีกด้วย

 

ต่อด้วยการหักค่าลดหย่อนภาษี

ว่าแต่..ค่าลดหย่อนภาษี คืออะไรหว่า ? ค่าลดหย่อนภาษี ก็คือ รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ให้สามารถนำไปหักออกจากรายได้ หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งมีหลายรายการและสามารถช่วยแบ่งเบาภาษีที่ต้องชำระไปได้เยอะทีเดียว

รายการลดหย่อนภาษี

ตารางรายการลดหย่อนภาษี คลิก www.rd.go.th/publish/557.0.html

สำหรับการลดหย่อนที่สามารถนำมาหักได้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล เป็นจำนวน 30,000 บาท ส่วนอื่นๆ ก็สามารถเลือกหักเพิ่มเติม ได้ตามรายการลดหย่อนภาษีได้เลยค่ะ

 

มาถึงขั้นตอนการคำนวณภาษี

หลังจากนำรายได้ทั้งหมดเลือกหักค่าใช้จ่ายที่ต้องการ และหักค่าลดหย่อนต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายแบบจริงจังเสียที โดยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอยู่  2 แบบด้วยกัน ได้แก่

  • แบบที่ 1 การคำนวณภาษีจากรายได้สุทธิ (ใช้รายได้สุทธิ ที่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว) เรียกอีกอย่างได้ว่า การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได ตามกฏหมายแล้วร้านค้าที่มีรายได้จากการขายของไม่เกิน 60,000 บาท/ปี ให้ใช้การคำนวณแบบที่ 1 ได้เลยค่ะ
  • แบบที่ 2 การคำนวณภาษีจากรายได้พึงประเมิน (ใช้รายได้จากการขายของทั้งหมด ไม่รวมเงินเดือน ไม่หักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนอื่นๆ ) ซึ่งร้านที่ต้องใช้วิธีนี้ในการคำนวณภาษี จะต้องมีรายได้จากการขายของออนไลน์เกิน 60,000 บาท/ปี โดยจะต้องคำนวณภาษีทั้ง 2 แบบ (ทั้งแบบที่ 1 และแบบที่ 2) และนำมาเปรียบเทียบกัน โดยมีข้อกำหนดไว้ว่า วิธีไหนคำนวณได้มากกว่า (เสียภาษีมากกว่า) ให้เสียภาษีด้วยวิธีนั้นค่ะ >,.<

**ในการยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ ระบบจะเลือกให้เราอัตโนมัติ ว่าต้องใช้วิธีไหนเสียภาษีค่ะ 

 

รู้หรือไม่ ?  คุณจะไม่ต้องเสียภาษี หากคุณมีรายได้จากการขายของ (เงินที่ได้รับทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย) ไม่เกิน 900,000 บาทต่อปี (75,000 บาทต่อเดือน) และไม่มีรายได้จากทางอื่น

ตารางการคำนวณภาษี แบบที่ 1

แบบที่ 1 คำนวณภาษีจากรายได้สุทธิ

การคำนวณภาษีวิธีที่ 2

แบบที่ 2 คำนวณภาษีจากรายได้พึงประเมิน

แค่เห็นตารางด้านบนบางคนอาจจะตาลายกันแล้วใช่ม้าา @.@ ความจริงแล้ววิธีการคิดคำนวณนั้นไม่ยากเลยค่ะ เดี๋ยวจะลองคำนวณในกรณีต่างๆ เป็นตัวอย่างให้ดูนะคะ

 

ตัวอย่างการคำนวณภาษี สำหรับผู้มีรายได้จากการขายของเพียงอย่างเดียว

น้องตะกร้าผู้โดดเดี่ยว มีรายได้จากการขายกระบุงออนไลน์ เพียงอย่างเดียวไม่มีรายได้จากทางอื่น ตลอดทั้งปีรวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท มีการทำประกันชีวิตด้วย น้องตะกร้าต้องคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้

น้องตะกร้ามีรายได้จากการขายของเกินกว่า 60,000 บาท ต้องคำนวณทั้ง 2 แบบ

คำนวณภาษี แบบที่ 1
  • รายได้ของน้องตะกร้า = 2,500,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายของน้องตะกร้า 2,500,000 x 80% = 2,000,000 บาท (คิดการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา)
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวของน้องตะกร้า = 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต = 60,000 บาท

รายได้สุทธิ :   (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อนต่างๆ)

2,500,000 – 2,000,000 – 30,000 – 60,000 = 410,000 บาท นำมาคำนวณภาษีเงินได้แบบขั้นบันได ดังนี้

ตั้งแต่  1 – 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ^^

ตั้งแต่  150,001 – 250,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 150,000 บาท  อัตราภาษี  5% =  7,500 บาท

ตั้งแต่  300,001 – 410,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 110,000 บาท  อัตราภาษี  10% =  11,000 บาท

  • ภาษีของน้องตะกร้าจากการคำนวณแบบที่ 1  =  7,500 + 11,000 = 18,500 บาท
คำนวณภาษี แบบที่ 2
  • รายได้ของน้องตะกร้า = 2,500,000 บาท
  • นำมาคำนวณตามสูตร =  2,500,000 x 0.005
  • ภาษีของน้องตะกร้าจากการคำนวณแบบที่ 2  =  12,500 บาท

สรุปแล้ว น้องตะกร้าต้องเสียภาษี 18,500 บาท ตามวิธีการคำนวณแบบที่ 1 (วิธีไหนคำนวณได้มากกว่าให้ใช้วิธีนั้น)


ตัวอย่างการคำนวณภาษี ของผู้มีรายได้จากการขายของและจากงานประจำร่วมด้วย

พี่กระจาด (ยังโสด) ทำอาชีพเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนรวมทั้งสิ้น 500,000/ปี และมีรายได้จากการขายกระติบข้าวออนไลน์ ทั้งปีรวมเป็นเงิน 3,700,000 บาท มีการทำประกันชีวิต เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และซื้อกองทุน LTF ร่วมด้วย พี่กระจาดต้องคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้

**พี่กระจาดมีรายได้จากการขายของเกินกว่า 60,000 บาท ต้องคำนวณทั้ง 2 แบบ

คำนวณภาษี แบบที่ 1

รายได้ส่วนของเงินเดือน

  • เงินเดือนของพี่กระจาดทั้งปี = 500,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 40% ของเงินได้ = 60,000 บาท **หักได้สูงสุดเพียง 60,000 บาท  (40% จากรายได้ของพี่กระจาด จะเท่ากับ 200,000 บาท แต่สามารถนำมาหักได้เพียง 60,000 บาทเท่านั้น)
  • รายได้สุทธิของเงินเดือน 500,000 – 60,000 = 440,000 บาท

รายได้ส่วนที่ได้จากการขายของ

  • รายได้จากการขายกระติบข้าว = 3,700,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายของพี่กระจาด 3,700,000 x 80% = 2,960,000 บาท (คิดการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา)
  • รายได้สุทธิจากการขายกระติบข้าว = 3,700,000 – 2,960,000 = 740,000 บาท

รายได้รวมหลังหักค่าใช้จ่าย 440,000 + 740,000 = 1,180,000 บาท นำมาหักค่าลดหย่อนและคำนวณภาษี

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวของพี่กระจาด = 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต = 75,000 บาท
  • ลดหย่อนเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม = 9,000 บาท
  • ยกเว้นเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ = 80,000 บาท
  • ยกเว้นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว  (LTF) = 100,000 บาท

รายได้สุทธิ :  (รายได้ที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว – ค่าลดหย่อนต่างๆ)

1,180,000 – 30,000 – 75,000 – 9,000 – 80,000 – 100,000 = 886,000  บาท  คำนวณภาษีเงินได้แบบขั้นบันได ดังนี้

ตั้งแต่  1 – 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ^^

ตั้งแต่  150,001 – 250,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 150,000 บาท  อัตราภาษี  5% =   7,500 บาท

ตั้งแต่  300,001 – 500,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 200,000 บาท  อัตราภาษี  10% =  20,000 บาท

ตั้งแต่  500,001 – 750,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 250,000 บาท  อัตราภาษี  15% =  37,500 บาท

ตั้งแต่  750,001 – 886,000 บาท ช่วงของรายได้คือ 136,000 บาท  อัตราภาษี  20% =  27,200 บาท

  • ภาษีของน้องตะกร้าจากการคำนวณแบบที่ 1 = 7,500 + 20,000 + 37,500 + 27,200 = 92,200 บาท
คำนวณภาษี แบบที่ 2

** วิธีนี้จะไม่นำในส่วนของเงินเดือนมาคำนวณ

  • รายได้จากการขายกระติบข้าว ของพี่กระจาด = 3,700,000 บาท
  • นำมาคำนวณตามสูตร = 3,700,000 x 0.005
  • ภาษีของน้องตะกร้าจากการคำนวณแบบที่ 2  =  18,500 บาท

สรุปแล้ว พี่กระจาดต้องเสียภาษี 92,200 บาท ตามวิธีการคำนวณแบบที่ 1 (วิธีไหนคำนวณได้มากกว่าให้ใช้วิธีนั้น)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมวิธีที่ 2 จึงคำนวณได้น้อยกว่าเสมอแล้วจะมีวิธีที่ 2 ไว้เพื่ออะไร คำตอบคือ หากเรามีการหักค่าใช้จ่ายหรือหักค่าลดหย่อนอื่นๆจำนวนมาก จะทำให้การเสียภาษีในแบบที่ 1 ลดลงมากจนอาจจะถึงกับไม่เสียเลย ดังนั้น จึงมีวิธีการคำนวณในแบบที่ 2 ไว้เพื่อให้อย่างน้อยเราก็ต้องจ่ายภาษีขั้นต่ำ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ค่ะ ^^

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การคำนวณภาษีไม่ได้ยุ่งยากแบบที่คิดใช่ไหมคะ และการเรียกเก็บของทางสรรพากร ก็ไม่ได้ขูดเลือดขูดเนื้ออะไรขนาดนั้น ถ้าลองเปรียบเทียบกับรายได้ที่ได้มาแล้ว ถือว่าเล็กน้อยมาก ยิ่งถ้าเกิดว่าใครมีการวางแผนทางการเงิน ก็จะสามารถค่าลดหย่อนในส่วนต่างๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน ค่าเลี้ยงดูอื่นๆ ก็จะทำให้ภาระในการจ่ายภาษีลดน้อยลงไปอีก รู้อย่างนี้แล้ว เจ้าของร้านค้าเทพอย่าลืมไปยื่นภาษีให้ถูกต้องกันด้วยนะคะ :)

 


ถามมา-ตอบไป การเสียภาษีขายของออนไลน์

1. คำนวณไม่เก่ง ไม่รู้จะเลือกแบบไหนดี ยื่นไม่เป็น ทำอย่างไร  ?
ตอบ : ไม่ต้องกังวลค่ะ  เพราะตอนนี้สามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้แล้วที่ www.rd.go.th ง่าย สะดวก คำนวณให้หมดอัตโนมัติ เรากรอกอย่างเดียวค่ะ :)

2. ต้องมีรายได้จากการขายของเท่าไหร่จึงจะต้องเสียภาษี ?
ตอบ : ต้องมีรายได้จากการขายของเป็นจำนวนเงินมากกว่า 900,000 บาทขึ้นไป ถ้ามีรายได้ต่ำกว่านั้น เมื่อคำนวณแล้วจะไม่เสียภาษีค่ะ (ไม่นับรวมรายได้อื่นๆ น้าา)
ปล. หากมีรายได้ต่อปีเกิน 30,000 บาท เราคนไทยมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีนะคะ แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม

3. ไม่อยากยื่นภาษี กลัวเสียภาษี ไม่ยื่นได้ไหม ?
ตอบ : หากร้านค้าไม่ยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ จะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนก็นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชําระ และมีค่าปรับการยื่นแบบภาษี 200 บาท 

4. หากไม่เคยเสียภาษีมาก่อน แต่อยากจะเริ่มเสียภาษีให้ถูกต้อง จะโดนเรียกเก็บย้อนหลังหรือไม่
ตอบ : ต้องบอกว่าในปัจจุบันนี้ทางสรรพากร เริ่มจะมีการตรวจสอบในเรื่องการเสียภาษีของร้านค้าออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น ดังนั้นร้านที่มีการยื่นแบบแสดงภาษีอย่างถูกต้อง ย่อมจะมีโอกาสที่จะโดนตรวจสอบน้อยกว่าร้านค้าที่ไม่เคยเสียภาษีเลย ดังนั้นแนะนำว่าไปยื่นแบบให้ถูกต้องไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุดค่ะ ^^

ปิดโหมดสีเทา