2013-10-12_15-20-48

Feel Good, Inspiring, and Go forward! คือ 3 คำที่ผู้เขียนได้หลังจากใช้เวลาชั่วโมงกว่าในการดูหนังเรื่อง The Internship ที่พล็อตเรื่องง่ายๆ เมื่อ 2 คู่หูเซลล์ขายนาฬิกาตกงานแล้วตัดสินใจมาเริ่มต้นอาชีพใหม่ไฮเทคกว่าด้วยการสมัครเป็นเด็กฝึกงานที่กูเกิล

ที่ผ่านมา หากคุณสนใจธุรกิจเทคโนโลยี ก็ต้องเคยได้ชมภาพยนต์ 2 เรื่อง ที่เล่าชีวประวัติของผู้ก่อตั้งบริษัทไม่ว่าจะเป็น The Social Network (ที่เล่าเรื่องกว่าจะมาเป็น Facebook) ซึ่งก็บอกชัดเจนว่าไอเดียของเว็บเริ่มแรกไม่ได้มาจากมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊กในวันนี้

ส่วนอีกเรื่องที่เพิ่งออกโรงไปคือ Jobs อัจฉริยะเปลี่ยนโลก ที่ทำให้คนดูเครียด เพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าที่ว่าคนจะเก่งจะใหญ่ อาจจะต้องไร้ความปราณี (ในหนังที่เล่าประวัติสุดฉาวโฉ่ของจ็อบส์ ทั้งงกไม่แบ่งหุ้นให้เพื่อนร่วมก่อตั้งบริษัท และไม่รับผิดชอบเมื่อทำผู้หญิงท้อง)

แต่กลับ The Internship ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะตัวหนังเล่าถึงสปิริตของนักสู้ การปรับตัว และการอยู่ร่วมกันภายในชายคาของบริษัทในฝันของคนทั้งโลกอย่างกูเกิลนั่นเอง!

2013-10-12_16-08-45

3 คำที่ได้จากหนัง The Internship 

Feel Good:

เนื้อเรื่องไม่มีความซับซ้อนใดๆ เน้นถึงมิตรภาพระหว่างคนต่างวัย ได้แก่ 2 ตัวละครหลักคือ คู่หูเซลล์แมนขายนาฬิกาหรูสำหรับผู้บริหาร ที่บริษัทปิดตัวลงเพราะความจริงๆที่ว่าใครๆ ก็หันมาดูเวลาจากมือถือกันทั้งนั้น ทั้งสองถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองล้มเหลวทั้งด้านการงาน และชีวิตคู่ แต่ก็ลุกขึ้นสู้ด้วยการลงมือทำอะไรใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ด้วยการสมัครงานตำแหน่งที่เบสิกที่สุดอย่างการเป็น “เด็กฝึกงานในบริษัทกูเกิล” ที่นี่เองพวกเขาต้องทำงานกับเด็กๆ รุ่นลูก ที่เป็นอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ ซึ่งมาจากต่างชาติพันธุ์ ต่างเพศ แต่ทีมของพวกเขา 6 คน สามารถฝ่าฝันด่านต่างๆ จนสามารถเอาชนะทีมอื่นๆ จนได้เป็นพนักงานกูเกิลในที่สุด

2013-10-12_15-27-30

Inspiring: ใครที่กำลังท้อ หรือถึงจุดอิ่มตัวกับงาน หรือแม้กระทั่งโดนไล่ออกจากงาน ควรดูหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะการจมอยู่กับความทุกข์ ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย รีบไขว่คว้าหาโอกาสใหม่ ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เหมือนกับที่ตัวเอกของเรื่องลุกขึ้นมาตะโกนหน้าเว็บแคม เพื่อสมัครเป็นเด็กฝึกงานที่กูเกิล ทั้งๆ ที่ตัวเองเคยเป็นสุดยอดเซลล์แมนมาหลายสิบปี

และในหนังเรื่องนี้ก็ได้มีหลายฉากที่สะท้อนถึงความเป็นวัฒนธรรมองค์กรของกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น การเปิดกว้างทางความคิด, การให้โอกาสคนที่เห็นต่างได้เสนอความเห็น, อยากทำงานที่ไหนก็ได้, มีคนหลายชาติหลายภาษาทำงานด้วยกัน, ทุกคนต้องทำงานเป็นทีม เป็นต้น

2013-10-12_15-58-13

Go forward!: ดูหนังนี้จบ ควรเริ่มทำอะไรสักอย่างเลย อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าแรงบันดาลใจจากการนั่งดูหนังเป็นชั่วโมง ช่วยให้เราทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมากขึ้น

 The Internship  กับมุมมองของคนทำธุรกิจออนไลน์

นอกจากนี้หนังเรื่อง The Internship ยังให้ข้อมูลหลายอย่างที่ผู้ประกอบการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต้องรู้ ไม่ว่าจะเป็น

– โลกเปลี่ยนจริง แค่คนเราสามารถปรับได้ตาม: ในหนังพยายามชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้โลกเข้าสู่ยุคดิจิตอล เราจะหันหลังให้ไม่ได้ แต่หากเราไม่ถนัด เช่น เชียนโค้ดไม่เป็น ใช้โฟโต้ช้อปไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แค่เรายอมเปิดใจรับ และหาจุดแข็งของเราไปผสานกับเทคโนโลยี ก็จะเกิดการขายขึ้น

2013-10-12_15-48-30

เช่น ภารกิจสุดท้ายของเด็กฝึกงาน คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านค้าในชุมชม เข้าร่วมเปิดร้านออนไลน์กับกูเกิล ตอนแรกทีมงานเด็กวัยรุ่นไปเสนอโซลูชั่นนี้กับเจ้าของร้านพิซซ่า โดนปฏิเสธยับ เพราะเขาไม่เห็นโอกาสของการเปิดหน้าร้านออนไลน์ เพราะเขาเชื่อว่าของเขาดีอยู่แล้วใครๆ ก็มากิน แต่พอ 2 เซลล์แมนตัวพ่อเข้ามาคุย ไม่ได้ใช้ภาษาเทคนิคใดๆ เลย กลับพูดถึงโอกาสของการขายที่ไปไกลทั่วโลก โอกาสของการเปลี่ยนจากร้านๆ เดียวเป็นแฟรนชายส์ และระบบการจองคิวออนไลน์ ทำให้เจ้าของร้านพิซซ่าคล้อยตาม และยอมร่วมใช้โซลูชั่นของกูเกิลในที่สุด

ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่ได้จากซีนนี้ก็คือ ให้คนทำเทคโนโลยีรู้ไว้เสมอว่า ไม่ว่าของเราจะไฮเทคแค่ไหน แต่อย่าลืมมว่าคนที่ใช้บริการของเราก็คือคนจริงๆ คนทั่วๆ ไป ที่ไม่ได้อยู่ในวงการเทคโนโลยี ดังนั้นต้องทำให้เขาเข้าใจ และเห็นโอกาสทางธุรกิจในโลกออฟไลน์ได้จริงๆมากกว่า 

– ธุรกิจของกูเกิลที่แท้จริงคือ การเชื่อมโยงคนเข้าหากัน : ไม่ว่ากูเกิลจะออกบริการไฮเทคอีกกี่ร้อยกี่พันอย่าง แต่พื้นฐานของบริการทุกบริการมาจากแก่นเดียวกันนั่นคือ การทำเครื่องมือต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงเข้าหากัน ให้คนได้สื่อสารหากันและกัน เมื่อคนรู้จักกัน ก็เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นธุรกิจ และความสัมพันธ์มากมายที่ไม่สิ้นสุดนั่นเอง

– ทุกคนต้องมีทักษะด้านการขาย: เพราะธุรกิจคือ การสื่อสาร ดังนั้นทุกคนที่ทำธุรกิจต้องมีความเป็นเซลล์อยู่ในเซลล์ของร่างกาย ต้องรู้จักพูดภาษาง่ายๆ ให้คนเข้าใจ สร้างความประทับใจ จนเกิดการขายในที่สุด

– การมีคู่หู และทีม ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ และไปเร็ว: ในหนังทีมของพระเอกไม่ว่าจะอายุต่างกันแค่ไหน เมื่อเจอข้อดีของแต่ละคน ก็สามารถมาผสานงานกัน และทำให้ทุกโครงการไปต่อได้ ฉะนั้นเวลาเลือกคนเข้าทีม ต้องเลือกคนที่มีอะไรไม่เหมือนกับเรา และสามารถส่งเสริมงานของเราได้

2013-10-12_15-50-40

– ความเครียดไม่มีอะไรดี: เมื่อใดที่มีโครงการใหญ่ ความกดดันสูง การนั่งคิดหน้าคอม ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา การออกไปพัก เปิดหูเปิดตา ในสถานที่ใหม่ๆ ย่อมนำมาแรงบันดาลใจมาสู่สมองได้ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นง่ายๆ จากการเปิดเว็บแปลกๆ ดูคลิปใหม่ๆ หรือการนั่งในสวนสาธารณะดูคนเดินไปมาก็ได้

 ดูตัวอย่างหนังเรื่อง The Internship ได้ที่นี่

https://www.youtube.com/watch?v=d9HZ65opMqA&feature=c4-overview-vl&list=PLygWXj7HXN-Z1gyM5V_qQCjX01oIma8xm

เกร็ดน่ารู้ของหนัง The Internship

– มี Sergey Brin ซีอีโอของกูเกิลออก 2 ซีน หาให้เจอว่าตอนไหน? มีคำไบ้คือ “สีฟ้า”

– ประโยคเด็ดที่สุดของหนังคือ การที่ตัวละครหลักไม่รู้จักโลกเทคโนโลยี ชอบพูดคำว่า On the line แทนที่จะเป็น Online

–  กูเกิลไม่ได้จ่ายเงินให้ผู้กำกับมาสร้างหนังเรื่องนี้ แต่อนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำถึงบริษัทได้ 5 วัน ที่เหลือจัดฉากขึ้นที่มหา’ลัยอื่น

ตอนจบอย่าลืมดูการขึ้นเครดิต ที่ใช้บริการต่างๆ ของกูเกิล เพื่อมาแนะนำทีมงานแผนกต่างๆ เช่น Google Docs แนะนำคนเขียนบท แผนที่แนะนำบรรยากาศการทำงานจริงๆ ยูทูบแนะนำแผนกตัดต่อ เป็นต้น

ใน IMDB  ให้เรตติ้งหนังเรื่องนี้ที่ 6.8 สำหรับผู้เขียนไม่ขอให้เรตติ้ง แต่ขอสรุปสั้นๆ ว่า หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนต้องการแรงบันดาลใจ หาวิธีคิดบวก และอยากทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิต!