การดำเนินสงครามทั้งในสมรภูมิรบและในธุรกิจ ย่อมแทบไม่แตกต่างกัน สามารถนำกลยุทธ์ในทางการรบห้ำหั่นปรับเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ในโลกของธุรกิจได้ทุกกระบวนท่า ตำราพิชัยสงครามของซุนวู กล่าวไว้ว่า หลักสำคัญที่สุดของการทำสงครามคือ จะต้องได้ชัยชนะโดยเร็วที่สุด ไม่ควรทำสงครามยืดเยื้อ ที่จะมีแต่ผลเสียต่อบ้านเมืองของเรา

ผมได้เคยเขียนบทความเพื่อเตรียมความพร้อมในการรบไว้แล้ว แนะนำให้อ่านก่อนเพื่อทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ ^_^ ประเมินสถานการณ์ก่อนรบ (ก่อนทำธุรกิจ) ตามหลักตำราพิชัยสงครามของซุนวู จากนี้ผมจะขอยกคำแปลจากจาก ตำราพิชัยสงครามของซุนวู บทที่ 2: การดำเนินสงคราม มาเป็นตอนๆ ที่สำคัญพร้อมกับการเปรียบเทียบใช้ในทางธุรกิจสลับกันไปครับ

 

ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงที่ 1

ปราชญ์ซุนวูกล่าวว่า การเคลื่อนพลนั้น รถใช้ในการโจมตีอันเทียมด้วยม้าสี่ และรถพิทักษ์หุ้มเกราะหนังแต่ละพันคัน พลรบนับแสนซึ่งพร้อมสรรพด้วยเกราะ โล่ ดั้ง เขน การลำเลียงเสบียงอาหารในระยะทางไกลตั้งพันโยชน์ ค่าใช้จ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ รายจ่ายในการรับรองทูตานุทูต ค่าเครื่องอุปกรณ์อาวุธ เช่น กาวหรือยางไม้ ค่าซ่อมแซมเครื่องรบนานาชนิด ต้องใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง จึงสามารถยกพลจำนวนเรือนแสนได้

ในทางธุรกิจ: การดำเนินประกอบอาชีพและทำธุรกิจใดๆก็ตาม ต่างต้องใช้ทรัพยากรมากมายด้วยกันทั้งนั้น ทั้งพนักงานหลายสิบจนถึงหลายพันคน วัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ โรงงานและเครื่องจักร ทั้งอาหาร เครื่องดื่มเพื่อใช้เลี้ยงชีพ อุปกรณ์ต่างๆ ในที่ทำงาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดมากมาย ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้น ดังนั้นในเดือนๆ หนึ่งจะต้องเสียเงินไปเพื่อดำเนินธุรกิจเป็นจำนวนมาก


ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงที่ 2

ดังนั้น การนำพลเข้าโรมรันกัน หลักสำคัญคือ รีบคว้าเอาชัยชนะเสียในเร็ววัน ถ้าปล่อยให้การรบยืดเยื้อแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์จะลดความคมกล้า ขวัญทหารนับวันจะเสื่อมทราม เมื่อคิดจะโหมเข้าหักเมือง กำลังรี้พลก็อ่อนเปลี้ยแล้ว กองทัพต้องติดศึกอยู่นานวันฉะนี้ การคลังของประเทศก็จะเข้าตาจน อันอาวุธขาดความคมกล้า ขวัญทหารเสื่อมทราม กำลังรี้พลกะปลกกะเปลี้ย และทรัพย์สินเงินทองฝืดเคือง (เมื่อมีอันเป็นไปเช่นนี้) ประเทศราชทั้งหลายก็จักฉวยโอกาสลุกฮือขึ้นทันที

ในทางธุรกิจ: ดังนั้น การทำธุรกิจก็เช่นกัน หลักสำคัญคือ ต้องรีบหาทางดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จ หากำไรได้อย่างรวดเร็วที่สุด ไม่ควรทำธุรกิจต่อสู้กับคู่แข่งอย่างยืดเยื้อ ทำงานต่างๆให้สำเร็จลุล่วงให้ได้เร็วที่สุด หากช้าก็จะยิ่งทำให้พนักงานต่างเสียขวัญกำลังใจที่จะทำงานเพื่อบริษัทต่อไป นอกจากนั้นหากนานเข้าๆ กระแสเงินสดภายในบริษัทก็จะมีปัญหาแน่นอน


ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงที่ 3

เบื้องนี้ ถึงแม้จะมีผู้กอปรด้วยสติปัญญาเฉียบแหลมปานใดก็ไม่สามารถบริหารงานให้เป็นไปโดยราบรื่นได้ ฉะนี้ ดั่งได้สดับมา การรบนั้น แม้ผู้เขลาก็ยังทราบว่าต้องการความรวดเร็ว ไม่เคยปรากฏว่าผู้ฉลาดใด นิยมการยืดเยื้อชักช้าเลย อันการศึกติดพันกันเป็นเวลานาน แต่ประเทศชาติกลับได้รับประโยชน์จากเหตุนั้น ยังไม่เคยปรากฏเลย จึ่งผู้ใดยังไม่ทราบผลร้ายของสงครามโดยถ่องแท้แล้ว ผู้นั้นยังไม่ทราบซึ้งถึงผลดีของสงครามเช่นเดียวกัน

ในทางธุรกิจ: ฉะนั้น ผู้บริหารแม้จะมีความฉลาดเพียงใด แต่หากไม่สามารถดำเนินการทำให้งานต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้โดยเร็ว ไม่สามารถทำกำไรให้บริษัทได้นั้น ก็จะทำให้บริษัทนั้นต้องย่ำแย่ และปิดตัวไปในที่สุด ผู้ฉลาดจริงๆแล้ว จะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ การทำงานที่ช้านั้น ยังไม่มีผู้ใดบอกถึงประโยชน์ของมันได้เลย


ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงที่ 4

ผู้สันทัดจัดเจนในการศึก เขาไม่ระดมพลถึงคำรบสอง เขาจะไม่ลำเลียงเสบียงอาหารถึง ๓ ครั้ง อาวุธยุทโธปกรณ์เครื่องใช้ซ่อมจากประเทศของตนเอง แต่เสบียงอาหารพึงเอาจากศัตรู กระนี้อาหารของเหล่าทหารจึงเพียงพอแล ประเทศจะยากจนลง
ก็เพราะต้องส่งเสบียงอาหารแก่กองทัพในระยะทางไกล ย่อมทำให้เหล่าประชายากแค้นแสนเข็ญ เพราะฉะนั้น ขุนพลผู้กอปรด้วยสติปัญญา พึงหาเลี้ยงรี้พลของตนจากศัตรู การกินข้าวของศัตรู ๑ ‘จง’ มีผลดีเท่ากับกินของตนเอง ๑๐ ‘จง’

ในทางธุรกิจ: ผู้บริหารกิจการที่เก่งกาจ จะรู้จักวิธีการใช้ทั้งทรัพยากรบุคคุลและทรัพยากรอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นคือ ใครทำสิ่งใดได้ดีต้องให้ทำหน้าที่ในด้านนั้นๆ การต่อสู้ทางด้านธุรกิจก็ควรหาโอกาส และฉกฉวยข้อดีของที่อื่นเพื่อปรับประยุกต์เข้ากับวิถีของตนเอง เมื่อเราทำได้ดีกว่า หรือเร็วกว่า หรือถูกกว่า ก็จะทำให้คู่ต่อสู้ยิ่งอ่อนแอลงเมื่อแข่งขันกับเรา


ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงที่ 5

ดั่งนี้ การที่จะให้ทหารเข่นฆ่าข้าศึก ก็โดยปลุกปั่นให้เกิดความเคียดขึ้ง จะให้รี้พลหาญหักเข้าช่วงชิง สัมภาระทั้งหลายของศัตรู ก็โดยให้สินจ้างรางวัล ดั่งเช่นการรบด้วยยานรถ ผู้จับรถข้าศึกได้ ๑๐ คันขึ้นไป ต้องปูนบำเหน็จทหารเข้ายึดคนแรกให้ถึงขนาด แล้วเปลี่ยนธงประจำรถขึ้นทำเนียบของเรา เชลยศึกซึ่งจับได้นั้นต้องเลี้ยงดูโดยดีเพื่อช่วงใช้ตามควร นี้แหละจึงจะได้ชื่อว่า ยิ่งชนะข้าศึกเพียงใด ก็ยิ่งเพิ่มความเกรียงไกรแก่ตนเองเพียงนั้น

ในทางธุรกิจ: การที่จะสามารถทำธุรกิจชนะคู่แข่งได้ ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการก็ต้องสร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างความท้าทายให้กับพนักงาน หากสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ก็ควรมีรางวัลเป็นกำลังใจ ซึ่งอาจเป็นรางวัลที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อก็ได้ เช่น คำชม เชิดชูบุคลากรดีเด่น เป็นต้น นอกจากนั้น หากสามารถดึงตัวผู้ที่มีความรู้ความสามารถของคู่แข่งมาได้ (ด้วยวิธีที่ใสสะอาด) ก็จะยิ่งสร้างความลำบอกให้กับคู่แข่งเป็นอย่างมาก บวกกับฝ่ายเราก็จะเก่งขึ้นอีกด้วย การที่เราสามารถทำธุรกิจให้โด่งดัง ก็จะยิ่งมีคนที่เก่งเข้ามาร่วมทีมมากยิ่งขึ้น นี่แหละคือการที่บริษัทใหญ่ก็จะเติบโตมากขึ้นเป็นทวีคูณนั่นเอง 


ตำราพิชัยสงครามของซุนวู: การดำเนินสงคราม ช่วงสุดท้าย

เพราะฉะนั้น การทำสงครามต้องรีบกำชัยชนะเผด็จศึกในเร็ววัน ไม่ควรเนิ่นช้าอยู่ ฉะนั้น ขุนศึกผู้รอบรู้การศึก ก็คือวีรบุรุษผู้กำความเป็นความตายของผองนิกรและผู้แบกไว้ซึ่งภาระอันจะยังความร่มเย็นหรือทุกข์เข็ญแก่ประเทศชาตินั้นแล
ในทางธุรกิจ: เพราะฉะนั้นแล้ว การดำเนินธุรกิจนั้นต้องรีบดำเนินงานให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด ผู้บริหารของบริษัทที่จำเป็นต้องควบคุมการดูแลงานต่างๆ จึงเป็นผู้ที่จะกำหนดทิศทางของบริษัทและพนักงานต่างๆ ว่าจะเดินไปข้างหน้าหรือจะถอยหลังนั่นเอง ^_^
ขอบคุณต้นฉบับและคำแปลจาก olddreamz.com