หมุนธุรกิจจาก Offline สู่ Online ประสบการณ์ตรงจากเจ้าของร้านยุคดิจิตอล

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมฟังการสนธนาเรื่อง หมุนธุรกิจ Offline สู่ Online ที่จัดโดย สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย มีหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์ งานนี้ได้เชิญผู้ประกอบการ 4 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด Online โดยได้มาแบ่งปันประสบการณ์ รวมไปถึงเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจให้เราได้ฟังกัน ว่าเหตุใด ในยุคดิจิตอลนี้ การขายของแต่ในโลก Offline ถึงไม่เพียงพออีกต่อไป และการทำการตลาดบนโลก Online มันเป็นอย่างไร และให้ประโยชน์อะไรกับร้านค้า และลูกค้าบ้าง ทำไมแม้แต่ร้านที่ขายดีอย่าง 7-11 ก็ยังต้องหันมาสนใจการขายของบนโลก Online

โดยวิทยากร 4 ท่านที่เชิญมาในงานนี้คือ

  1. คุณผรินทร์ สงฆ์ประชา @parinest , ผู้ดูแล ShopAt7.com ร้านค้าออนไลน์ของ 7-11ที่หมุนจากการเปิดสาขา มาสู่โลก Onlineในสไตล์ “ซื้อถูก ซื้อง่าย ส่งฟรี”
  2. คุณธัญสุดา ลิ้มศิริโพธิ์ทอง เจ้าของ SiamSquare.co.th ร้าน Online Boutique Stores จับมือกับดีไซน์เนอร์ ขายสินค้าแฟชั่นมากมาย ด้วยฐาน Facebook Fans มากกว่า 80,000 คน
  3. คุณณรงค์ชัย เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของร้าน EC-Mall.com ร้านจำหน่ายกล้องดิจิตอลชั้นนำ มี 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ที่ใช้เครื่องมือ Online รูปแบบต่างๆ เข้ามาช่วยเสริมการขาย
  4. คุณสุชญา แสงหาญ @freshyfreeze เจ้าของร้าน freshyfreeze ร้านไอศกรีมผัดจากนมสด และ Topping ด้วยผลไม้ที่มีให้เลือกหลากหลายชนิด ใช้สื่อ Online และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยในการจับกลุ่มลูกค้า

ทำไมถึงต้องหมุนธุรกิจเข้ามาสู่โลก Online?

คำถามนี้คงเป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีร้านของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดร้านออนไลน์ งั้นลองมาดูกันว่า ทำไมแม้แต่ 7-11 ที่มีสาขามากมายกว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศ แถมยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็ยังต้องหันมาจับสื่อ Internet เพิ่มช่องทางการขายอีก คุณผรินทร์ ผู้ดูแล ShopAt7.com กล่าวว่า ถ้าเราดูตัวอย่างจากญี่ปุ่น ตอนนี้ธุรกิจค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นกำลังหดตัว ในขณะที่การค้าขายบนโลก Online มันกลับโตขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้นที่จะโตขึ้นอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเดินตามหลังญี่ปุ่นอยู่ ดังนั้นการที่ 7-11 จะโฟกัสแต่ด้านธุรกิจขายปลีกอย่างเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องหันมาจับธุรกิจในโลก Online ด้วยเช่นกัน อีกเหตุผลที่คุณผรินทร์ ให้ไว้คือ 7-11 เองไม่สามารถรองรับสินค้าได้ทุกอย่างในประเทศ แม้ว่าจะมีสาขามากแค่ไหนก็ตาม เค้าเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับสินค้าต่างๆที่อยากมาลงขายกับ 7-11 ได้ทั้งหมด ซึ่งทางออกของปัญหานี้ก็คือ การเปิดร้านออนไลน์ นั่นเอง

4 อย่าง ที่ร้านค้าต้องคำนึงถึง ในการขายของ Online

คุณผรินทร์ ได้แนะนำเจ้าของร้านที่คิดขายของ Online ว่ามี 4 หัวข้อสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงในการขายของ Online ในโลกยุคปัจจุบันคือ

  1. สินค้าต้องโดน คำว่า “โดน” ในที่นี่ไม่ได้หมายถึง แปลกใหม่ หรือสินค้าที่หาซื้อได้ยาก จากการศึกษา 7-11 พบว่า สินค้าที่ขายดีในโลก Offline ก็จะเป็นสินค้าที่ขายดีในโลก Online เช่นกัน เจ้าของร้านอาจคิดว่า ถ้าขายของที่ไม่มีใครขาย แปลกใหม่ น่าจะขายได้ดี แต่ถ้าสินค้าที่ขายไม่เป็นที่นิยม สินค้านั้นจะเป็นสินค้าที่แค่ “ขายได้” แต่ไม่ใช่ “ขายดี”
  2. รู้จักใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย ในการแก้ปัญหาลูกค้า
  3. มีฐานลูกค้าและรักษาลูกค้าเอาไว้ให้ได้ ยิ่งทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ยิ่งดี
  4. การขนส่ง หรือ Logistic

3 ลักษณะของร้านค้าที่จะอยู่รอด ในยุคดิจิตอล

เจ้าของร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิตอล ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างคือ

  1. ต้องมีความยืดหยุ่น คือ ต้องพร้อมที่จะรับการเทคโนโลยีใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาตลอดเลา อย่าไปยึดติดกับอะไรเดิมๆ หรือ ไม่ติดตามข่าวสารต่างๆ เช่น การเปลี่ยนกฎของ Facebook ถ้าเจ้าของร้านมี Facebook Fan page ก็จำเป็นต้องคอยติดตามข่าวสารพวกนี้เป็นประจำด้วย เป็นต้น
  2. ต้องปรับตัวเร็ว คือ นอกจากรับรู้ข่าวสารต่างๆแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เร็ว และทันกับสถานะการณ์ด้วย
  3. Plan – Do – Check – Act คือ การวางแผน ปฎิบัติ ตรวจสอบ และ ปรับปรุง ทำเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ และไม่ตกยุค

ทำการตลาดฟรี ด้วย Social Network

ทุกวันนี้ Social Network เข้ามามีบทบาทสำคัญกับคนยุคใหม่มากๆ โดยเฉพาะ Facebook ที่เรียกได้ว่า แทบไม่มีใครไม่รู้จัก และแทบทุกคนต้องเล่น Facebook ดังนั้น Facebook จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญสำหรับการโปรโมทสินค้า ร้านค้าในปัจจุบัน รวมไปถึง Facebook สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ง่าย และที่สำคัญ Facebook เปิดให้ใช้งานได้ฟรี รวมไปถึงมีระบบมอนิเตอร์ ค่าสถิติต่างๆ ให้เราตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน เป็นการทำการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย โดยไม่เสียอะไรนอกจากเวลา

ใช้ Facebook ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณเมย์ เจ้าของร้าน SiamSquare.co.th เป็นคนหนึ่งที่เลือกที่จะทำการตลาดบน Facebook Fan Page แทนที่จะเน้นไปทาง SEO เนื่องจาก Facebook สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มได้ดีกว่า SEO ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างๆ มากกว่า (จะเป็นใครก็ได้) ปัจจุบัน SiamSquare Fan Page มี Like มากกว่า 84,000 Like คุณเมย์ บอกว่า Like เหล่านี้เป็น Like จากคนที่ชื่นชอบร้านของเธอจริงๆ ถือว่าเป็น Like คุณภาพ และช่วยให้คุณเมย์ ทราบถึงความสนใจของลูกค้า และเลือกกลยุทธที่เหมาะที่สุดกับลูกค้าได้ ซึ่งเจ้าของร้านจำเป็นต้องคอยดูสถิติต่างๆใน Fan Page ของตัวเองทุกๆวันด้วย

อีกกลยุทธหนึ่งที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นการแชร์สินค้าภายในร้าน ด้วยการใส่ปุ่ม like ให้กับสินค้า ซึ่งเป็นการ like ตัวสินค้า ไม่ใช่ร้านค้า สินค้าที่ถูก Like จะถูกแชร์ขึ้น Facebook ด้วย ซึ่งจากสถิติของประเทศไทย หากมีคนแชร์ข้อความ 1 ครั้ง จะมีคนเห็นข้อความนั้น 90 คน แสดงว่า หากมีการแชร์สินค้าของเรา 1 ครั้ง ก็มีโอกาสที่คน 90 คน ที่น่าจะมีความสนใจใกล้เคียงกันเห็นด้วย ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เราเจาะกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า Facebook เป็นแค่ช่องทางหนึ่ง ที่ช่วยโปรโมทร้านค้าของเราได้เท่านั้น ถ้าสักวันหนึ่ง Facebook หมดความนิยมลง เราก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ๆ เช่นกัน

ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกระตุ้นลูกค้า

ร้าน freshyfreeze ปกติที่ร้าน เค้าจะถ่ายรูปลูกค้า และอัพโหลดขึ้น Facebook เป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อไม่นานนี้ เค้าลองนำเทคโนโลยี Eye-fi เข้ามาสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า Eye-fi ที่เป็น SD Card ที่สามารถอัพโหลดภาพที่ถ่ายผ่าน Wifi ขึ้น Facebook ได้เลย ซึ่งลูกค้าที่ร้านรู้สึกตื่นเต้นมาก ที่ถ่ายรูปแล้ว สามารถหยิบมือถือตัวเองขึ้นมากด like บน Facebook ได้ทันที ซึ่งวิธีนี้ ช่วยให้เกิดการพูด (Talk About) ถึงแบรนด์ของร้านได้เป็นอย่างมาก แต่เทคโนโลยีก็เป็นดาบสองคม หลังจากที่เค้าเริ่มใช้ Eye-Fi ได้ไม่นาน จำนวนยอดกด unlike ของเค้ามากขึ้น เนื่องมากจากว่า ภาพถูกอัพโหลดขึ้นในลักษณะ Real time ทำให้ไปแสดงบน timeline ของบางคนที่มีเพื่อนน้อยๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีจำนวน unlike เพิ่มขึ้น เค้าจึงได้หยุดการใช้ eye-fi ลง ยอดจำนวนการกด Like ก็กลับมาสู่ปกติ แสดงให้เห็นว่า การเอาเทคโนโลยีมาใช้ ก็ต้องคิดให้ดีๆ เพราะผลดีก็มีเยอะ แต่ผลเสียก็มีเช่นกัน

ปิดการขายให้เร็วที่สุด อย่ามัวแต่เสียดายค่าธรรมเนียม

เจ้าของร้านบางท่านอาจรู้สึกว่า การใช้บริการชำระเงินผ่านระบบ PayPal, Paysbuy หรือระบบอื่นๆที่จ่ายเงิน Online นั้น ทำให้ได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากร้านต้องเสียค่าธรรมเนียม ไม่เหมือนระบบโอนเงินที่ร้านจะได้เงินค่าสินค้าเต็มๆ แต่มีสถิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ การซื้อ-ขายสินค้า Online ถ้าไม่ได้จ่ายสดผ่าน Internet ทันที ยอดขายที่ได้จะลดลงถึงครึ่งนึง ดังนั้น ก็อย่ามัวแต่เสียดายค่าธรรมเนียม เพราะยิ่งลูกค้าจ่ายเงินได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ และสามารถปิดการขายให้เร็วที่สุด ยอมเป็นผลดีกับร้านมากกว่า ที่จะรอให้ลูกค้ามีเวลาเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้านั้น

หลังจากอ่านกันมาหมดนี้แล้ว คิดเห็นกันอย่างไรบ้างคะ ใครที่ยังไม่ได้ทำการตลาด Online รู้สึกว่า อยากเริ่มทำบ้างแล้วหรือยัง? หวังว่า เจ้าของร้าน หรือคนที่คิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ คงได้ประโยชน์กันถ้วนหน้านะคะ ไว้คราวหน้า ไปเจออะไรดีๆ จะมาแชร์เรื่องราวดีๆ กันอีกค่ะ ^__^

ปล. ขอบคุณรูปภาพจาก สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ด้วยค่ะ

Share this post

Leave a Reply