หากมีใครสักคนถามขึ้นมาว่า ร้านค้าออนไลน์ที่ขายได้ แตกต่างจากร้านค้าที่ขายดีอย่างไร คิดว่าคำตอบส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นเรื่องของสินค้าดี ราคาโอเค หรือการมีรีวิวที่เยอะ
แต่เชื่อไหมคะ ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความแตกต่างให้คุณสามารถเป็นร้านค้าที่ขายดีได้ ซึ่งสิ่งนี้หลายร้านก็อาจจะยังไม่รู้ นั่นคือ การสร้างระบบให้ลูกค้าเจอกับร้านค้าได้อยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในจุดไหนก็ตาม
และร้าน Hipowerbee ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะร้านนี้ ก็คือหนึ่งในร้านที่คิดว่าทำสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกท่าน ไปทำความรู้จักร้านนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ
BEE Acrylic #ศิลปะของคุณกฎของคุณ
Hipowerbee หรือในชื่อแบรนด์ว่า BEE Acrylic เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะภายใต้บริษัท ไฮเพาเวอร์ บี จำกัด สินค้าหลักคือ สีอะคริลิค สีโปสเตอร์ สีเพ้นท์เสื้อ สีไม้ พู่กัน และอุปกรณ์ศิลปะอื่น ๆ
ปัจจุบันมีช่องทางให้บริการอยู่บนหลากหลายแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ www.hipowerbee.com, Shopee, Lazada, TikTok, Line, Facebook และ Instagram

โครงสร้างที่ดี สร้างโอกาสขายได้ไม่รู้ตัว
สิ่งที่น่าเรียนรู้จาก Hipowerbee คือ วิธีที่จัดวางช่องทางแต่ละอันให้ทำหน้าที่แตกต่างกัน
– Marketplace คือสนามปิดการขาย
Shopee, Lazada, TikTok Shop ทำหน้าที่หลักในการต้อนรับลูกค้าที่พร้อมซื้อ มีระบบชำระเงิน มีโปรโมชั่น มีรีวิว ทุกอย่างพร้อม ร้านใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางเร่งยอดหลัก และสิ่งนี้ก็ดูเหมือนจะทำงานได้ดีมาตลอด
– เว็บไซต์คือพื้นที่ของแบรนด์ที่ควบคุมเองได้
เว็บไซต์ คือหน้าร้านที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง มีหมวดหมู่สินค้าชัดเจน ภาพสินค้าคุณภาพสูง และข้อมูลที่ครบถ้วน ช่วยตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่ต้องการค้นหาสินค้าที่มีคุณภาพบน Google และที่สำคัญ การมีเว็บไซต์ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อให้กับแบรนด์อีกด้วย
– คอนเทนต์ คือเครื่องมือดักเจอลูกค้า ตั้งแต่เริ่มค้นหา
นี่คือจุดที่แตกต่างจากร้านทั่วไปมากที่สุด ร้านส่วนใหญ่มักจะรอให้ลูกค้ากดเข้า Marketplace แล้วค่อยเจอสินค้าของคุณ แต่กับร้านนี้ เขาเลือกที่จะสร้างคอนเทนต์หรือบทความบนเว็บไซต์ ที่สามารถตอบคำถามจริง ๆ ที่คนสายศิลปะค้นหาได้ เช่น สีโปสเตอร์คืออะไร? เลือกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน, สำรวจอุปกรณ์ศิลปะที่น่าสนใจ ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของคุณ, ศิลปะช่วยพัฒนาเด็กได้อย่างไร? เปิดมุมมองพ่อแม่ยุคใหม่กับการฝึกศิลปะในบ้าน เป็นต้น

บทความเหล่านี้ไม่ได้แค่ให้ข้อมูล แต่จบด้วยการนำลูกค้าไปซื้อสินค้าต่อ ผลลัพธ์คือ คนที่ยังไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ หากมาเจอแบรนด์นี้ ก็อาจเปลี่ยนใจอยากซื้อได้
ถอดสมการเดินตามรอยลูกค้า
สมมติว่าลูกค้าของคุณ คือคนที่เพิ่งอยากเริ่มวาดรูป แล้วพิมพ์ใน Google ว่า “วิธีเลือกใช้สีโปสเตอร์”
เส้นทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือ พบเจอบทความบน Hipowerbee → อ่านวิธีเลือกสีพร้อมเคล็ดลับ → เห็นแบรนด์ BEE Acrylic → กดดูสินค้า → สั่งซื้อบน Website
ทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ไม่ได้พึ่งโฆษณาเป็นหลัก ลูกค้ามาหาเองเพราะ Content ที่มีประโยชน์จริง
สิ่งที่ร้านอื่นเอาไปคิดต่อยอดได้
Hipowerbee ไม่ได้ทำอะไรที่ซับซ้อนเกินไป แต่กำลังทำในสิ่งที่หลายร้านยังไม่ได้เริ่ม นั่นคือการ คิดว่าลูกค้าจะเจอแบรนด์ตัวเองได้ยังไงบ้าง นอกจากการรอในแพลตฟอร์ม
ถ้าคุณขายสินค้าที่ลูกค้ามักจะค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ศิลปะ, ของใช้เฉพาะทาง, สินค้า DIY หรืออะไรก็ตาม คำถามที่น่าคิดคือ ตอนนี้ลูกค้าที่ยังไม่รู้จักร้านเรา เขาจะเจอเราได้ยังไง?
Marketplace รอคนที่พร้อมซื้อแล้ว แต่ Content ดักเจอคนที่ยังอยู่ในช่วงค้นหาข้อมูล และช่วงของค้นหาข้อมูลนี้ คือโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าค่ะ
และทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของร้าน Hipowerbee ร้านค้า The Highlight Shop ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2569 ร้านที่สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตบนออนไลน์ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากช่องทางเดียว
Marketplace ทำให้ยอดวิ่งเร็ว แต่ Content ทำให้คนรู้จักแบรนด์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ และเมื่อสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ร้านค้าไม่ต้องพึ่งพาแค่โปรโมชั่นหรืออัลกอริทึมเพื่อให้คนเจอกับร้านของคุณค่ะ แล้วพบกันใหม่ในเดือนหน้านะคะ :)
ช่องทางติดต่อ
- เว็บไซต์ – www.hipowerbee.com
- Instagram – www.instagram.com/beeacrylic
- Facebook – www.facebook.com/beeacrylic
